“โซลาร์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธร” พลังงานแสงอาทิตย์แบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มาทำความรู้กับพลังงานสะอาดในบ้านเรากันบ้าง อย่าง “โซลาร์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธร” ภายใต้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ที่เพิ่งคิกออฟกันไปเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

สำหรับรูปแบบดำเนินโครงการนั้น กฟผ.เสนอเป็นการผลิตไฟฟ้าผสมผสานกันระหว่างพลังน้ำจากเขื่อนและพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำบนเขื่อน (Hydro-Floating Solar Hybrid) โดยจะนำร่องในโครงการโซลาร์ลอยน้ำ เขื่อนสิรินธร นับเป็นโครงการไฮบริดแห่งแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนและโลก ซึ่งโครงการมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าในช่วงปี 2563

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการในรูปแบบ Hydro-Floating Solar Hybrid จะทำให้ต้นทุนค่าไฟต่ำและจ่ายไฟได้นานขึ้น จากเดิมประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากน้ำในเขื่อนมีเพียง 40% หรือคิดเป็นจ่ายไฟได้นาน 6 ชั่วโมง/วัน เมื่อมีการใช้ระบบดังกล่าว การจ่ายไฟจะนานขึ้นเป็น 12 ชั่วโมง/วัน เพราะไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำเหนือเขื่อนจะจ่ายไฟในช่วงกลางวัน และกักเก็บน้ำไปผลิตไฟฟ้าในช่วงไม่มีแสงแดดในช่วงเวลากลางคืน นับเป็นการใช้โครงสร้างของระบบไฟฟ้าเดิมที่ กฟผ. มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งระบบเชื่อมต่อไฟฟ้า

โครงการนี้ เกิดจากความร่วมมือด้านพลังงาน ระหว่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผนึกกำลังกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมกับพันธมิตรจีนในนาม China Energy Engineering Group Shanxi Electric Power Engineering Co., Ltd. ถือเป็นความร่วมมือกันพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ แบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างโซลาร์เซลล์ กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

โซลาร์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธร มีกำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการกว่า 842 ล้านบาท จะใช้แผงโซลาร์เซลล์ชนิดดับเบิ้ลกลาสที่เหมาะสมกับการวางแผงโซลาร์เซลล์ใกล้ผิวน้ำที่มีความชื้นสูงและมีการเคลื่อนไหวของผิวน้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ยังใช้ทุ่นลอยน้ำชนิด HDPE (High Density Polyethylene) ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม และติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดบนพื้นผิวน้ำพื้นที่กว่า 450 ไร่ โดยใช้ระบบส่งไฟฟ้าเดิมร่วมกับเขื่อนของ กฟผ. เช่น หม้อแปลง สายส่ง สถานีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตมีราคาถูก

นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยที่ลดข้อจำกัดความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า และในอนาคตยังสามารถนำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ร่วมกับโครงการเพื่อสร้างเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อีกด้วย โดยคาดว่าหลังจากที่คิกออฟไปนั้น จะใช้เวลาในการติดตั้ง 12 เดือน และจะสามารถผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้ในเดือน ธันวาคม 2563

ที่มา : เว็บไซต์ Green Network , ประชาชาติธุรกิจ