การเลี้ยงปลาสลิด สร้างรายได้

ปลาสลิดหรือปลาใบไม้เป็นปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pectoralisและนิยมเลี้ยงกันมากบริเวณภาคกลาง ส่วนที่พบในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดียว ปากีสถาน ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ นั้น

เป็นพันธุ์ปลาที่ส่งไปจากเมืองไทย เมื่อประมาณ 80-90 ปีที่ผ่านมา และเรียกว่าสยาม หรือเซียมสำหรับแหล่งปลาสลิดที่มีชื่อเสียเป็นที่รู้สักว่ามีรสชาติดี เนื้ออร่อย คือ ปลาสลิดบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

แต่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมได้ขยายตัวอย่างแพร่หลายทำให้น้ำธรรมชาติที่จะระบายลงสู่บ่อเลี้ยงปลาสลิดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ส่วนพื้นที่ดินพรุทางภาคใต้ในเขตจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวก็สามารถใช้เป็นที่เลี้ยงปลาสลิดได้ เพราะปลาสลิดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย อดทนต่อความเป็นกรด และน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยได้ดี

มีห่วงโซ่อาหารสั้นคือกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารต้นทุนการผลิตต่ำ โดยจะเลี้ยงอยู่ในนา คนเลี้ยงปลาสลิดเรียกว่า ชาวนาปลาสลิด และบ่อเลี้ยงปลาสลิดเรียก แปลงนาปลาสลิดหรือล้อมปลาสลิด (*) กรมประมงจึงได้ส่งเสริมให้เลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่จังหวัดอื่น เช่น จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และส่งเป็นสินค้าออกในรูปผลิตภัณฑ์ปลาสลิดเค็มตากแห้ง

อุปนิสัย

ปลาสลิดชอบอยู่ในบริเวณทีมีน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง ตามบริเวณที่มีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น ผักและสาหร่าย เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกำบังตัวและก่อหวอดวางไข่ เนื่องจากปลาชนิดนี้โตเร็วในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอาหารพวกพืช ได้แก่ สาหร่าย พืชและสัตว์เล็ก ๆ จึงสามารถนำปลาสลิดมาเลี้ยงในบ่อและนาข้าวได้เป็นอย่างด

รูปร่างลักษณะ

ปลาสลิดมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่ขนาดโตกว่า ลำตัวแบนข้างมีครีบ ท้องยาวครีบเดียว สีของลำตัวมีสีเขียวออกเทาหรือมีสีคล้ำเป็นพื้น และมีริ้วดำพาดขวางตามลำตัวจากหัวถึงโคนหาง เกล็ดบนเส้นข้างตัวประมาณ 42-47 เกล็ด ปากเล็กยืดหดได้ ปลาสลิดซึ่งมีขนาดใหญ่เต็มที่จะมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร

ในปัจจุบันการเลี้ยงปลาสลิดเป็นอาชีพเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทั้งนี้เพราะปลาสลิดมีราคาดีสำหรับการเลี้ยงปลาสลิดที่นิยมกันจำแนกได้ เป็น 4 ประเภท ดังนี้

การเลี้ยงปลาในบ่อ

เป็นการดัดแปลงบ่อดิมที่เป็นบ่อล่อปลา มาเป็น บ่อเลี้ยงปลาแบบถาวรขนาดบ่อก็ไม่แน่นอน ส่วนความลึกก็อยู่ประมาณ 1.5 – 2.5 เมตร ซึ่งก็มีการเลี้ยงอยู่ 2 แบบ

1.การเลี้ยงแบบเดี่ยว เป็นการเลี้ยงปลาสลิดเพียงอย่างเดียว

2.การเลี้ยงแบบรวมหรือแบบผสม เป็นการเลี้ยงปลาสลิดร่วมไปกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆโดยเลือกปลาที่กินอาหารตามความลึกต่างระดับกันหรือกินอาหารคนละประเภท โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ จะมีอัตราส่วนการปล่อยปลา ดังนี้

ปลานิล / ปลาตะเพียน / ปลาสลิด / ปลาช่อน
อัตรา 4 / 4 / 1 / 1 จำนวนที่ปล่อย 11 ตัว / ตรม.
ปลานิล / ปลาสลิด / ปลาช่อน
อัตรา 6 / 4 / 1 จำนวนที่ปล่อย 11 ตัว / ตรม.
ปลานิล / ปลาใน / ปลาสลิด
อัตรา 5 / 2 / 3 จำนวนที่ปล่อย 3 ตัว / ตรม.

การเลี้ยงปลาในร่องสวน

เป็นการใช้เนื้อที่สวนให้เกิดประโยชน์โดยการเลี้ยงปลาในร่องซึ่งร่องก็จะมีขนาดแตกต่างกันไปตามความต้องการ ของผู้เลี้ยงโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง 2 – 3 เมตร ลึก 1.5 เมตร ความยาวไม่จำกัด

การเลี้ยงปลาในนาข้าว

ควรเลี้ยงปลาสลิดในนาที่สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 4 – 6 เดือนและต้องมีน้ำขังอย่างน้อยประมาณ 30 ซม. ตลอดฤดูทำนา เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่นา ตั้งแต่ 5ไร่ขึ้นไปมิฉะนั้นจะไม่คุ้มการลงทุน เพราะจะต้องทำคันนาให้สูงกว่าเดิม 50 ซม แล้วขุดคูรอบคันนากว้างประมาณ 80 ซม.เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของปลา และควรมีบ่อรวมปลาอยู่มุมหนึ่งมุมใดของนา โดยให้มีขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาว 6 เมตร ลูก 1.5เมตรซึ่งการปล่อยปลาเมื่อได้ไถคราด และดำนาไปแล้ว 10 วัน จึงปล่อยปลาได้ สำหรับปลาสลิดที่ปล่อยขนาด 5-7 ซม. อัตราการปล่อย 500 ตัว/ไร่

การเลี้ยงปลาในนาปลา

การเลี้ยงแบบนี้เป็นการดัดแปลงจากการเลี้ยงปลาในนาข้าวเป็นการเลี้ยงปลาลิดอย่างเดียวไม่มีการปลูกข้าว โดยเริ่มเลี้ยงที่ จ.สมุทรปราการซึ่งก็มีเหตุผลมาจากการปลูกข้าว ต้องใช้ทุนสูงจึงได้หันมาเลี้ยงปลาอย่างเดียวการเลี้ยงปลาแบบนี้ควรมีพื้นที่ตั้งแต่ 5-10ไร่ขึ้นไปและจะต้องเสริมคันนาให้สูงกว่าระดับเดิม 50 ซม. กว้างประมาณ 2 เมตร