วิธีปรับน้ำบาดาลเป็นกลาง ด้วยวิธีธรรมชาติ

สวัสดีครับวันนี้เรานำความรู้วิธีปรับน้ำบาดาลเป็นกลาง ด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกษตรบางรายไม่ทราบวิธีการใช้น้ำบาดาลมาใช้ในทางการเกษตร เมื่อสูบน้ำขึ้นมาก็ใช้ในการเกษตรและเลี้ยงปลาเลย ผลคือทำให้ปลาตาย พืชผักที่รดด้วยน้ำใต้ดินก็ไม่ค่อยได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำใต้ดินบางพื้นที่อาจเป็นกรด หรือ ด่าง ไม่เหมาะกับการทำการเกษตร

ท่านแรกเป็นการแบ่งปันความรู้มาจากเพจบ้านสวนเสน่ห์เรณู ชัยภูมิ ซึ่งได้สูบน้ำบาดาลที่สวนขึ้นมาแล้วนำมารดพืชผัก สังเกตเห็นว่า พืชผักไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร ก็เลยพยายามหาสาเหตุของปัญหา และในที่สุด ก็พบว่าน้ำนี่แหละครับ น้ำบาดาลมีความเป็นกรดเป็นด่างสูงเกินไป

ตามที่ได้ศึกษาดูและด้วยความรู้อันน้อยนิดที่มี…พอจะทราบว่า…การใช้น้ำบาดาลโดยตรงเลย โดยที่เราไม่พักน้ำหรือปรับสภาพน้ำเสียก่อน จะทำให้เกิดผลกระทบกับการเกษตร พอสมควร เช่น ทำให้สัตว์น้ำตายได้ พืชผักก็ไม่ค่อยเจริญเติบโต จึงได้ข้อสรุปว่า การใช้น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาโดยตรง ยังไม่เหมาะกับการทำการเกษตร ครับ

จากปัญหานี้ จำเป็นต้องหาวิธีปรับสภาพน้ำบาดาลให้มีความเป็นกลาง เหมาะกับการทำการเกษตร เพราะตอนนี้เราเริ่มลงต้นไม้ และพืชในสวนไปเยอะพอสมควรเเล้ว

หลักการเลียนแบบจากธรรมชาติ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เคยพาทำสมัยเด็กๆ ครับ และก็เห็นเพื่อนๆ ชาวเกษตรหลายท่าน ทำใช้อยู่บ้าง วิธีการนี้ ทำได้ง่ายๆ ด้วยวัสดุที่เราหาได้ง่ายๆ ครับ โดยการที่เราสูบน้ำมาบาดาลขึ้นมา แล้วปล่อยน้ำให้ไหลผ่านชั้นหิน ถ่าน และมูลสัตว์ ตามลำดับ ก่อนที่เราจะปล่อยลงบ่อเลี้ยงสัตว์หรือนำน้ำไปรดพืชผักในสวนครับ

ซึ่งจากการทดลองและลงมือทำ สังเกตุว่าน้ำมีความเป็นกรดเป็นด่างลดลง และสีของน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว จะมีสีเหมือนสีน้ำธรรมชาติมากขึ้น

สำหรับมูลสัตว์ หลายท่านสงสัยว่าใช้ทำไม ? สำหรับมูลสัตว์ที่ใช้ ที่สวนเราใช้มูลวัว นะครับ การใช้มูลสัตว์ก็เพื่อเป็นการสร้างจุลินทรีย์ให้กับน้ำนั่นเองครับท่านใดมีวิธีการที่ดีกว่า หรือทำอยู่บ้างแล้ว แลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะครับ…. ผิดถูกอย่างไร ก็ขออภัยด้วยนะครับ เกษตรกรมือใหม่

หลายท่าน สงสัยเกี่ยวกับ ค่า pH ว่า คืออะไร ? ทำไมต้องวัด pH น้ำ ?

ทดสอบค่าของน้ำบาดาล ครับระหว่างที่สูบจากบ่อโดยตรง กับ ผ่านการปรับค่าตามวิธีธรรมชาติที่เราทำขึ้น…ถือว่าเป็นที่พอใจ อยู่นะครับ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การปลูกพืชนั้นน้ำมีความสำคัญต่อพืชมากที่สุด เนื่องจากน้ำเป็นตัวนำพาสารอาหารให้แก่พืชและเป็นส่วนสำคัญในการสังเคราะห์แสงอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราจะมาติดตามหนึ่งในคุณสมบัติของน้ำ ค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำกันครับ

ค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำหรือค่าpH นั้นถูกคิดค้นขึ้นโดยนักเคมีชาวเดนมาร์กในปี ค.ศ. 1909 โดยมีหลักการในการวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง

โดยมีช่วงการวัดระหว่างค่า 0-14 มีค่ากลางที่ค่า pH 7 หากค่าต่ำกว่า pH 7 นับว่ามีความเป็นกรดและในทางกลับกันหากค่า pH มากกว่า 7 นั้นนับว่ามีค่าเป็นด่าง

นอกจากนี้ คุณสมบัติของน้ำ (water quality) ซึ่งหมายถึงคุณสมบัติของน้ำทางฟิสิกส์, เคมี และชีวะ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน และมีความสำคัญต่อการเพาะเลี้ยง โดยมีผลต่อการเจริญเติบโตช้าหรือเร็ว, เกิดการตาย, เกิดโรคระบาด ตลอดจนมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น

คุณสมบัติของน้ำมีมากมายหลายประการ แต่ที่มีความสำคัญและมีผลต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีไม่มากนักแต่สามารถที่จะควบคุมจัดการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการได้ ดังนั้นคุณสมบัติของน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา หมายถึง สภาพของน้ำที่สามารถทำให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย มีการเจริญเติบโตแพร่ขยายพันธุ์ได้มีความแข็งแรง ทนทาน และปราศจากโรค

ความเป็นกรดเป็นด่าง เป็นการวัดปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออนที่มีอยู่ในน้ำเพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เราทราบว่า น้ำหรือสารละลายมีคุณสมบัติเป็นกรดเป็นด่าง ในการทำปฏิกิริยาต่างๆ

ระดับความเป็นกรดด่างมีค่าอยู่ระหว่าง 0-14 โดย 7 เป็นจุดกึ่งกลาง หากต่ำกว่า 7 มีค่าเป็นกรด หากสูงกว่าเป็นด่าง ค่า pH

pH ของน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ในแหล่งน้ำ พืชน้ำสามารถใช้ธาตุอาหารได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับค่า pH ของน้ำ หากระดับ pH ต่ำกว่า 4.5 พืชน้ำเจริญเติบโตได้ไม่ดี ขณะเดียวกันหากค่า pH ต่ำหรือสูงเกินไปก็ไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ซึ่งค่า pH ของน้ำที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนี้
-pH 4.0 หรือต่ำกว่า = เป็นจุดอันตรายทำให้ปลาตายได้
-pH 4.0-6.0 = ปลาบางชนิดอาจไม่ตาย แต่ผลผลิตจะต่ำคือ การเจริญเติบโตช้าการสืบพันธุ์หยุดชะงัก
-pH 6.5-9.0 = ระดับที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
-pH 9.0-11.0 = ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำหากต้องอาศัยอยู่เป็นเวลานาน
-pH 11 หรือมากกว่า = เป็นพิษต่อปลา

อีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรคุณธวัชชัย บุญมีชัย เกษตรกรหนุ่มวัย 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 บ้านบุผาง หมู่ 3 ต.หนองเมธี อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เจ้าของสวน “บุญมีชัยฟาร์ม เกษตรพอเพียง” ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงและเป็นเกษตรกรที่มีความคิดก้าวหน้า ปัจจุบันได้เป็นประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรขึ้นในระดับชุมชนอำเภอท่าตูม ได้คิดหาวิธีการที่จะทำการปรับสภาพน้ำบาดาล ให้ใช้ได้โดยไม่ต้องสร้างบ่อพักให้เสียเวลา ซึ่งอาศัยหลักรูปแบบจากธรรมชาติง่ายๆ

นายธวัชชัย ได้นำรูปแบบมาดัดแปลงในพื้นที่ไร่ของตัวเอง โดยการดึงน้ำขึ้นมาจากใต้ดินให้ไหลผ่านชั้นหิน ถ่าน และมูลสัตว์ที่ทำดักไว้ที่จุดปล่อยน้ำออกมา ก่อนให้น้ำไหลผ่านไปยังร่องน้ำตามที่ทำไว้ไหลเข้าไปยังสระน้ำและสวนพืชผัก

หากสังเกตน้ำที่ไหลผ่านออกไปจากชั้นที่กรองและปรับสภาพแล้ว น้ำจะใสแบบธรรมชาติ ที่สำคัญน้ำที่ผ่านการปรับสภาพแล้วสามารถเลี้ยงปลาได้ โดยที่ปลาไม่ตายและสามารถน้ำไปรดพืชผักได้ผลเป็นอย่างดี ใช้ได้ตลอด โดยไม่ต้องสร้างบ่อพักน้ำก่อนนำมาใช้

นายธวัชชัย เปิดเผยว่า รูปแบบดังกล่าวเป็นการปรับสภาพน้ำบาดาลที่เป็นกรด ด่าง ให้สามารถใช้น้ำได้เลย โดยไม่ต้องสร้างบ่อพัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าทางภาคอีสานเราจะมีปัญหาความแห้งแล้งน้ำไม่พอใช้ จำเป็นจะต้องสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ทำการเกษตร ซึ่งวิธีการทำระบบกรองหรือปรับสภาพน้ำก็ง่ายๆ โดยน้ำที่สูญขึ้นมาก็จะผ่านชั้นต่างก่อนไหลไปตามคลองที่ขุดไว้ ชั้นแรกจะไหล่านชั้นหิน จากนั้นไหลผ่านชั้นถ่าน และสุดท้ายคือมูลสัตว์

เพื่อเป็นการสร้างจุลินทรีย์ให้กับน้ำ ซึ่งปกติถ้าน้ำออกจากบ่อบาดาลแล้วน้ำไปเลี้ยงปลาเลยปลาจะตาย ต้องมีการปรับสภาพน้ำก่อนน้ำไปใช้ ถือว่าเป็นการปรับสภาพน้ำด้วยวิธีง่ายๆ ใช้วัสดุในพื้นที่เราที่มีอยู่ ซึ่งน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและผ่านชั้นกรองน้ำแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลย โดยไม้ต้องผ่านการพักน้ำ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาในแบบธรรมชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าฝนที่ตกลงมาตามภูเขากลายเป็นน้ำตกแล้วไหลผ่านซากพืช ซากสัตว์ จะเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุ จึงได้นำแนวทางดังกล่าวมาจำลอง ซึ่งก็คิดค้นขึ้นมาเอง ถือเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรที่ทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้งที่ขาดน้ำและจำเป็นต้องสูบน้ำบาดาลมาทำการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันวิธีการปรับสภาพน้ำบาดาลให้เป็นกลางก่อนนำมาทำการเกษตร ถูกบรรจุในฐานการเรียนรู้ โดยใช้พื้นที่ในฟาร์มของนายธวัชชัย กว่า 24 ไร่ เป็นพื้นที่จัดตั้งฐานเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ถ่ายทอดเทคโนโลยี ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ 5 ฐาน ผลิตปุ๋ย-น้ำ-ถ่าน-ผลิตพืชอาหาร ลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งการปรับเปลี่ยนสภาพน้ำใต้ดินด้วยวิธีธรรมชาติก่อนนำมาทำการเกษตร ได้รับความสนใจจากเกษตรกรมาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอท่าตูมได้จัดตั้งขึ้น ซึ่งศูนย์ ศพก.ของ อ.ท่าตูม เป็น 1 ใน 882 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย

เครดิต:บ้านสวนเสน่ห์เรณู ชัยภูมิ https://www.facebook.com/profile.php?id=100041001408079
เครดิตบุญมีชัยฟาร์ม เกษตรพอเพียง