ประโยชน์สมุนไพรผักแว่น

ผักแว่น (Water clover) เป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ง่ายบริเวณริมน้ำหรือริมตลิ่งตามห้วย หนอง คลอง บึงหรือบ่อเก็บน้ำตามหัวไร่ปลายนา เป็นผักสมุนไพรที่นิยมเก็บทั้งต้นมารับประทานสดคู่กับกับข้าว อาทิ เมนูป่นหรือน้ำพริก ซุปหน่อไม้ ลาบ และส้มตำ เป็นต้น

จากการสำรวจ และเก็บตัวอย่างผักแว่นในทุกภูมิภาคของประเทศไทย พบว่า ชนิดของผักแว่นที่สำรวจพบมีจำนวน 4 ชนิด คือ 1. ผักแว่นหรือผักลิ้นปี่ 2. ผักแว่นใบมัน (2 ชนิดนี้ เป็นชนิดพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมที่พบในไทย พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยชนิดที่ 1 เป็นพันธุ์ที่พบมากที่สุด) 3. ผักแว่นขน หรือผักแว่นกำมะหยี่ 4. ผักแว่นใบวง ( 2 ชนิด นี้เป็นผักแว่นต่างถิ่น ถูกนำเข้ามาเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ ยังไม่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติ)

1 ผักแว่นหรือผักลิ้นปี่ (Marsilea crenata C.Presl L) เป็นผักแว่นที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย และแพร่กระจายทั่วไป เป็นเฟิร์นนำเลื้อยทอดยอดไปตามพื้นดินหรือพื้นน้ำใบเขียว-ใส แยกเป็น 4 ใบเท่าๆ กัน จากบริเวณที่ติดกับก้านใบจุดเดียวกัน คล้ายรูปพัด ขอบใบเรียบหรือบางครั้งพบหยักเล็กน้อย สร้างสปอโรคาร์ปเป็นกลุ่มที่ซอกโคนใบ จำนวนแตกต่างกัน 2-10 อัน รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ใบที่สร้างสปอโรคาร์ปและไม่สร้างสปอโรคาร์ปไม่แตกต่างกัน คือแผ่นใบบาง เขียว

2 ผักแว่นใบมัน (Marsilea scalaripes D.M.Johnson)เป็นผักแว่นที่มีลักษณะและขนาดใบเหมือนกับผักลิ้นปี่ แต่ใบที่สร้างสปอโรคาร์ปมีลักษณะใบหนา เป็นเงาหรือเป็นนวล สร้างสปอโรคาร์ปรูปร่าง กลม-รีบนก้านใบ จำนวน 2-12 อัน เรียงอยู่บนก้านใบอย่างเป็นระเบียบ สำหรับใบที่ไม่สร้างสปอโรคาร์ปมีลักษณะเหมือนใบของผักลิ้นปี่ คือ ลักษณะบาง พบเมื่อนำผักแว่นใบมันมาปลูกในสภาพดินแห้ง หรือเมื่อปลูกไว้นานๆ ในพื้นที่จำกัด โดยไม่มีการบำรุงดิน จะเกิดยอดที่มีใบสีเขียวอ่อน และบางเหมือนกับผักลิ้นปี่ ก้านใบจะเล็กกว่าใบที่สร้างสปอโรคาร์ป มีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนเร็ว จนทำให้ใบมันหรือใบนวลหายไปในที่สุด และถึงแม้จะมีการบำรุงดิน หรือให้นำก็จะไม่เกิดใบที่มีลักษณะเป็นใบมันอีกเลย คือไม่เกิดใบที่สร้างสปอโรคาร์ป จากใบที่ไม่สร้างสปอโรคาร์ป

ทั้งนี้ ส้มกบ เป็นชื่อเรียกผักแว่นชนิดนี้เช่นกันในบางท้องที่เช่นกัน แต่จะแตกต่างกันที่ส้มกบชนิดนี้มักพบได้บนพื้นดิน ไม่ใช่ริมขอบน้ำ เถามีขนาดเล็กกว่า และมีสีเขียมอมแดงเรื่อ เถามีความเหนียว ไม่ฉ่ำน้ำ ใบย่อยมีลักษณะเป็นนวลมากกว่าผักแว่นชนิดแรก

3 ผักแว่นขน หรือผักแว่นกำมะหยี่ (Marsilea dummondii A.Br.) เป็นผักแว่นพื้นเมืองของออสเตรเลีย ถูกนำเข้ามาเป็นไม้ประดับ พบจำหน่ายในตลาดนัดสวนจตุจักร ตั้งแต่ปี 2550 มีลักษณะคล้ายผักแว่น แต่ใบมีขนาดใหญ่ ใบมีขนนุ่ม สีขาวปกคลุมทั่ว เหมือนกำมะหยี่ มีการสร้างสปอโรคาร์ปเป็นกลุ่มที่ซอกใบ เช่นเดียวกับผักแว่น แต่สปอโรคาร์ปของผักแว่นกำมะหยี่จะเกิดตรงโคนก้านใบ มีขนาดใหญ่ มีขนขาวปกคลุมทั่วจนเห็นเป็นสีขาวนวล ก้านสปอโรคาร์ปยาวมากเมื่อเทียบกับชนิดอื่นๆ

4 ผักแว่นวง (Marsilea mutica Mett.) เป็นผักแว่นพื้นเมืองของออสเตรเลีย และถูกนำเข้ามาเป็นไม้ประดับเช่นกัน มีลักษณะคล้ายกับผักแว่นใบมัน แต่บริเวณกลางใบมีสีเขียวจางแตกต่างจากแผ่นใบด้านนอก และมองเห็นเป็นลายเหมือนมีวงตรงกลางใบ ใบมักลอยบนผิวนำ ไม่พบใบที่ชูเหนือน้ำ และใบที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทุกใบสามารถสร้างสปอโรคาร์ปได้ สปอโรคาร์ปเกิดที่โคนซอกใบ รูปร่างกลมรี จำนวน 1-2 อัน ก้าน-สปอโรคาร์ปไม่แตกแขนง

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจายผักแว่น เป็นเฟิร์นน้ำชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วโลก ทั้งในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป เอเชีย และออสเตรียเลีย พบมากในแถบประเทศอบอุ่น โดยในทวีปเอเชียพบผักแว่นได้มากในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ผักแว่นเป็นพืชริมน้ำ พบได้ทั่วไปตามริมขอบน้ำหรือริมตลิ่งตามห้วย หนอง คลอง บึง รวมทั้ง พบได้ตามท้องนาหรือพื้นที่ชื้นแฉะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลำต้น ผักแว่น จัดเป็นพืชในกลุ่มของเฟินน้ำ และจัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นเป็นเถาเลื้อยไปตามผิวดินหรือผิวน้ำ เถาสามารถแตกเถาย่อยหรือเถาแขนงได้ แต่ละเถามีลักษณะกลม สีขาว หรือ สีเหลืองอมขาว และเมื่อก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำ โดยเถามีลักษณะเป็นข้อปล้อง และฉ่ำน้ำ ขนาดเถาประมาณ 2-4 มิลลิเมตร มีความยาวของเถาได้กว่า 20-40 เซนติเมตร

ส่วนระบบรากผักแว่นจะไม่มีรากแก้ว มีเฉพาะรากฝอย รากฝอยนี้พบได้ทั้งในส่วนลำต้นหลัก และบริเวณข้อปล้อง โดยรากฝอยอาจแทงหยั่งลงดินหรือลอยน้ำ

ใบผักแว่นจัดเป็นใบประกอบ ประกอบด้วยก้านใบ สีเขียว ขนาดก้านใบ 2-3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ปลายก้านใบประกอบด้วยใบย่อย จำนวน 4 ใบ เรียงล้อมเป็นวงกลม แต่ละใบย่อยมีพัด ไม่มีก้านใบ โคนใบสอบแคบ แล้วค่อยๆกว้างขึ้นไปจนถึงปลายใบ โดยปลายใบกว้างมน ตัวแผ่นใบ และขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.8-2.5 เซนติเมตร

ดอกผักแว่นออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นหลายดอกแทงออกบริเวณซอกใบที่ข้อปล้อง ตัวดอกมีก้านดอกขนาดเล็กสีเขียว มีขนปกคลุม ยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ปลายก้านดอกเป็นตัวดอก ประกอบด้วยกลีบดอกสีเหลืองสด โดยจำนวนดอกต่อต้นจะพบจำนวนน้อย ถัดจากก้านดอกจะเป็นตัวดอกที่มีใบประดับขนาดเล็กรูปหอกสีเขียว ขนาด 2-4 × 1 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นกลีบดอกจำนวน 5 กลีบ มีลักษณะรูปไข่กลับแกมขอบขนาน แผ่นกลีบดอกมีสีเหลืองสด ขนาดกลีบดอกกว้าง 3-8 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มิลลิเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน

งานวิจัยด้านฤทธิ์ทางเภสัชกรรม
1 ผลการศึกษาความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักแว่น กระแตไต่ไม้ และกีบม้าลม พบว่า ชนิดของสารสกัดมีผลต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของเฟิร์นทั้ง 3 ชนิด โดยพบว่า การใช้สารเอทิลอะซิเตทในการสกัดจะมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด และเมื่อเทียบความสามารถของเฟิร์นทั้ง 3 ชนิด พบว่า ผักแว่นมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด โดยมีค่า DPPH ที่ 107.77 มิลลิกรัม/Trolox/กรัมแห้ง และมีค่า ABTS ที่ 153.75 มิลลิกรัม/Trolox/กรัมแห้ง นอกจากนั้น ยังพบว่า ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณเบต้าแคโรทีนที่พบในเฟิร์นทั้ง 3 ชนิด โดยตรวจพบปริมาณเบต้าแคโรทีนในผักแว่นสูงที่สุดที่ 2,291.06 มิลลิกรัม/ 100 กรัม ผักแว่นแห้ง [4]

2 การศึกษาสารสกัดจากพืชตระกูลเฟิร์นที่มีต่อการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส ที่เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน พบว่า สารสกัดจากผักแว่นมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดสได้สูงสุดที่ร้อยละ 98.57 เมื่อเทียบกับพืชอีก 2 ชนิด (กระแตไต่ไม้ และผักกูด) และเมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐานในการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส พบว่า สามารถที่จะยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวได้กว่าร้อยละ 97.14 ดังนั้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ผักแว่นสามารถที่จะลด บรรเทา และบำบัดอาการจากโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ [5]

3 การศึกษาหาปริมาณสารฟลาโวนอยด์และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ พบว่า วิธีการสกัดด้วยเอทานอลกับน้ำในอัตราส่วน 70:30 สามารถสกัดสารฟลาโวนอยด์จากผักแว่นได้ที่ 18.54 mg QE/g แห้ง และซึ่งมีค่าต่ำกว่าปริมาณสารฟลาโวนอยด์จากกระแตไต่ไม้ที่ 31.657 mg QE/g แห้ง โดยพบว่า ปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในพืชทั้ง 2ไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งผักแว่นมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุดที่ 14.98 mg VCEAC/ กรัม แห้ง สูงกว่ากระแตไต่ไม้ ทั้งที่ปริมาณสารฟลาโวนอยด์มีค่าต่ำกว่า [6]

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าปริมาณสารเบต้าแคโรทีนมีความสัมพันธุ์กับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และที่สำคัญปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในผักแว่นถือได้ว่ามีปริมาณสูง จึงทำให้ผักแว่นเป็นผักที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี